free web hosting | free hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

Man of The Tree award (รางวัลมนุษย์แห่งต้นไม้)

 

ในฤดูร้อนของปี 1985 ซูเจ้าหัว นักนิเวศน์วิทยาป่าไม้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นเพาโลเนีย แห่งสถาบันป่าไม้ของประเทศจีน กลายเป็นนักวิชาการคนแรกที่ได้รับรางวัล มนุษย์แห่งต้นไม้ (Man of The Tree award) จากมูลนิธิ ริชาจ เซนส์ บาบ บาคเคอร์ (The Richard St. Barbe Barker Foundation) ซึ่งตั้งอยู่ที่ เมืองซาสคัทเชวัน (Saskatchewan) ประเทศแคนนาดา รางวัลนี้มอบให้แก่ผู้ที่มีผลงานดีเด่นในการอนุรักษ์ป่าไม้ การปลูกต้นไม้ การเผยแพร่ผลงาน และการศึกษาด้านป่าไม้

 

ด้วยประชากรมากกว่า 1 พันล้านคน ประเทศจีนนับว่าเป็นประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดในโลก ทำให้เป็นประเทศที่มีความต้องการด้าน อาหาร ไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการหุงต้ม และเป็นวัสดุก่อสร้างมากที่สุดในโลกด้วย ประมาณว่าประเทศจีนมีพื้นที่สำหรับการเพาะปลูก เพียง 0.1 เฮคเตอร์ หรือประมาณ 0.6 ไร่ต่อเกษตรกร 1 คนเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่ทุกตารางนิ้วของประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ราบหรือพื้นที่สูง จึงต้องมีการจัดการให้มีคุณค่าและทำให้เกิดผลผลิตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่สวนป่าเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศจีนมุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตของพื้นที่ไร่นา และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชนบท โดยไม่ทำร้ายหรือเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ความคิดนี้ได้ฝังลึกและแพร่กระจายไปทั่วประเทศจีน  ศุนย์กลางของแนวความคิดโครงการปลูก “ป่าชุมชน” ได้มุ่งเน้นไปพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติดีเด่นชื่อ เพาโลเนีย ซึ่งปัจจุบันได้มีการปลูกต้นไม้ใบใหญ่ โตเร็ว ชนิดนี้ ในพื้นไร่นานี้ร่วมกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นมากกว่า 1.3 ล้านเฮคเตอร์ หรือประมาณ 8 ล้านไร่ ทำให้มีไม้ไว้ใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม และการก่อสร้างในชนบท ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้แก่พืชเศรษฐกิจชนิดอื่นได้อีกด้วย

 

บุคคลผู้มีบทบาทหลักในการเปลี่ยนพื้นที่ในชนบทให้เป็นป่าชุมชน ของต้นเพาโลเนียในประเทศจีน ก็คือ นักนิเวศน์วิทยาป่าไม้ นักวิมยาศาสตร์อาวุโส และนักวิจัย ของแห่งสถาบันป่าไม้แห่งกรุงปักกิ่ง ของประเทศจีน อายุ 48 ปีที่ชื่อ ซูเจ้าหัว

 

เป็นเวลากว่า 10 ปีที่ ซู เจ้า หัว และเพื่อนร่วมงานได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ของรัฐในชนบทในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับต้นเพาโลเนีย ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วไปในชนบทของประเทศจีน จำแนกชนิดและอัตราการเติบโตของสายพันธ์ต่างๆ ศึกษาผลของระบบภูมิอากาศจุลภาค (Micro-climates) ที่มีผลกระทบต่อพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น กรณีที่ปลูกร่วมกัน ศึกษาวิธีการเพาะและขยายพันธุ์ การป้องกันและแก้ไขโรคพืช การคัดพันธุ์ และการทดลองด้านข้อจำกัดต่างๆ  ผลการศึกษาของเขาและคณะได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในประเทศจีน และอีกหลายประเทศทั่วโลก

 

 

คำถามจากประเทศอาเจนตินา

แม้ว่าจะมีการปลูกต้นเพาโลเนียในประเทศจีนมาเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว แต่เรื่องราวของการ”ค้นพบใหม่”ได้เริ่มต้นขึ้นในทวีปอเมริกาใต้ ที่ประเทศอาเจนตินา “ ในปี 1972 โอกาสโดยบังเอิญโอกาสหนึ่งได้กระตุ้นผมให้หันมาเริ่มสนใจต้นเพาโลเนีย” เขาระลึกถึงความหลัง “จากนั้นมาต้นเพาโลเนีย ก็ได้ดึงดูดศักยภาพของผมไปทั้งหมด” เขากล่าวต่อมา

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของประเทศจีน ชื่อ    เหลียง ชาน วู เดินทางไปประชุมเรื่องการป่าไม้ที่ประเทศอาเจนตินา เขาได้รับการขอร้องจากชาวอาเจนตินาคนหนึ่งให้ช่วยส่งเมล็ดเพาโลเนียสายพันธุ์ที่แทบจะไม่มีคนรู้จักไปให้เขา นั่นคือพันธุ์ elongata และ สายพันธุ์ Glabrata ขณะที่เดินทางกลับประเทศจีด้วยกันรัฐมนตรี วู ได้ขอร้องให้ ซู ช่วยหาเมล็ดเพาโลเนีย ทั้ง2 สายพันธุ์ให้เขา “ตอนนั้นผมไม่มีความรู้มากนักเกี่ยวกับต้นพาโลเนีย” ซูกล่าว ดังนั้นผมจึงถามผู้เชี่ยงชาญที่มีชื่อเสียงมากหลายคน ที่อยู่ในบริเวณที่มีการปลูกต้นเพาโลเนียทั้ง 2 สายพันธุ์กันมาก แต่ไม่มีใครตอบคำถามผมได้” เขากล่าวปนหัวเราะ

 

โชคดีที่ซูได้ไปอ่านพบเอกสารที่กล่าวถึงรายละเอียดของเพาโลเนียทั้ง 2 สายพันธุ์ ในหนังสือนิตย์สารฉบับหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมาเขาก็หาเมล็ดของมันได้ “ผมไปที่จังหวัด ชางดอง และจังหวัดเหอหนาน และพบว่าต้นเพาโลเนีย เป็นต้นไม้ที่โตเร็วมาก และยังสามารถปลูกร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่นได้หลายชนิด เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ฝ้าย และข้าวฟ่าง การปลูกต้นเพาโลเนียร่วมกับพืชเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผลผลิต ของพืชที่ปลูกร่วมกันลดลงแต่ประการใด และในบางครั้งกลับทำให้ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้นเสียอีก ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ และทึ่งเป็นอย่างมาก” ซูกล่าวต่อมา

 

รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ได้ยินยอมให้ ซู ตีพิมพ์ผลการค้นพบของเขา และได้สนับสนุนเขาให้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับต้นเพาโลเนียในเวลาต่อมา แต่การปฏิรูปทางวัฒนธรรมในเวลานั้นทำให้งานวิจัยของซู ทำได้ลำบากมาก “โครงการทุกโครงการถูกระงับจนหมด เพื่อนๆ ผมหลายคนต้องกลายเป็นนักวิจัยที่ใช้ท้องนาเป็นห้องทดลอง และอาศัยอยู่กับชาวนา” ซูกล่าว

 

แม้ว่างานวิจัยจะยากลำบาก แต่ซูก็ได้ศึกษาต่อไป เขาเริ่มค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับต้นเพาโลเนีย ย้อนหลังไปกว่า2300 ปี “ ผมได้ค้นพบหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนและตีพิมพ์เกี่ยวกับต้นไม้ชนิดนี้ไว้ตั้งแต่ปี คศ. 1049 เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีประโยชน์มากทีเดียวครับ” ซูกล่าว

 

ซูใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการพูดคุยและสัมภาษณ์บุคคลในท้องถิ่นที่มีความคุ้นเคยกับต้นเพาโลเนีย สองสามปีต่อมาเขาได้ ทำแผนที่ระบุถึงการกระจายตัวของเพาโลเนียสายพันธุ์ต่างๆ พร้อมทั้งระบุรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะของดิน ลักษณะภูมอากาศ และวิธีการปลูกร่วมกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น ขณะเดียวกันเขาได้เริ่มแผนการที่จะคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีที่สุดเพื่อใช้ปลูกในประเทศจีนทั้งหมด เขากล่าวว่า “ผมได้เดินทางคนเดียวไปจนทั่วประเทศจีนอันกว้างใหญ่ โดยมีกระเป๋าสพายหลังที่หนักมากที่เต็มไปด้วยตัวอย่างของพันธุ์เพาโลเนีย ผมเดินทางไปใน 19 มลฑล บางแห่งเป็นหุบเขาที่เดินทางเข้าไปได้ยากมาก”  ผลงานของเขาทำให้ค้นพบและตั้งชื่อเพาโลเนียสายพันธุ์ใหม่ๆ หลายชนิดทีเดียว

 

ซูได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับต้นเพาโลเนียของเขาอย่างกว้างขวางในปี 1974 ร่วมกับนาย วู วุง ลุง หัวหน้าสำนักป่าชุมชนของจีน และได้มีการก่อตั้งกลุ่มวิจัย ไม้เพาโลเนียแห่งชาติของประเทศจีนขึ้น ในเวลาต่อมา

 

สถานีทดลอง 6 สถานี

ในปี 1979 สถาบันศึกษาป่าไม้ของประเทศจีน (The Chinese Academy of Forestry) ได้ให้ทุนสำหรับโครงการวิจัยต้นเพาโลเนียเป็นครั้งแรก ซูและเพื่อนๆ จึงได้สร้างสถานีวิจัยขึ้น รวม 6 สถานีตามลักษณะหลักๆของโซนภูมิอากาศที่ต่างกัน ทั้ง 6 ชนิด แต่ละสถานีมีห้องทดลอง เรือนเพาะชำ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อย่างพร้อมเพรียง ใช้เวลาเพียง2-3 ปีก็สามารถผลิตต้นพันธุ์จากรากของต้นพันธุ์ที่สมบูณ์ โตเร็วและทนทานต่อโรค ได้มากกว่า 2 ล้านต้นและได้แจกจ่ายไปให้ประชาชนทั่วไปนำไปปลูก ทั่วประเทศ

 

ศูนย์วิจัยและพัฒนานานๆชาติ (International Development Research Center :IDRC) ที่เมืองออตตาวา ประเทศแคนนาดา ได้เริ่มสนับสนุนทางการเงินแก่ซูตั้งแต่ ปี คศ.1983 ทำให้ทีมวิจัยสามารถรับนักวิชาการจากประเทศต่างๆ ไปฝึกอบรมและดูงานด้านการปลูกต้นเพาโลเนียได้ และได้เพิ่มศักยภาพในการทดลองหาสายพันธุ์ที่ดียิ่งขี้น จนปัจจุบันมีสายพันธุ์ย่อย ทั้งสิ้นกว่า 850 ชนิดที่ได้รับการคัดเลือกและปลูกในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่โตเร็วทั้งในด้านความสูงและ ขนาดลำต้น ตรงและโต นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังได้ได้ให้ทุนในการวิจัยด้านการปลูกเพาโลเนียร่วมกัพืชชนิดอื่นอีกด้วย

 

ต้นไม้มหรรศจรรย์

 

วันหนึ่งในฤดูหนาวปี 1983 เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำของประเทศจีนได้เดินทางไปเยี่ยมสวนป่าเพาโลเนียที่ชุมชนเชงกวน ในมลฑลเชียงตุง เป็นกรณีพิเศษ เขากล่าวว่า ”ผมอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่าต้นเพาโลเนียเป็นทรัพยสมบัติอันมีค่า วันนี้ผมจึงเดินทางมุ่งตรงมายังที่นี่เพื่อดูให้เห็นกับตา

 

ทำไมต้นเพาโลเนียจึงเป็นที่สนใจของผู้นำจีนและผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้มากนักเชื่อว่าเหตุผลพื้นฐานก็คือต้นเพาโลเนียสามารถเพิ่มผลผลิตให้แก่พืชเศรษฐกิจขณะที่เพิ่มผลผลิดด้านเนื้อไม้ไปในตัวด้วย นับเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่จะเพิ่มให้แก่เกษตรกรในชนบท แม้ว่าเพาโลเนียเป็นต้นไม้ที่ไม่สามารถต้านทานในกรณีเกิดน้ำท่วมได้ อาจถูกทำลายด้วยแมลงศัตรูพืชบางชนิด และโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่าโรคไม้กวาดแม่มด (Witches Bloom Disease) แต่ต้นไม้นี้ก็ทำให้ระบบนิเวศน์ วิทยาในบริเวณที่มันขึ้นอยู่ดีขึ้น และยังสามารถปลูกได้ในลักษณะภูมิอากาศส่วนใหญ่ของประเทศจีน ทำให้มันกลายเป็นทรัพยากรของธรรมชาติที่น่าสนใจมากชนิดหนึ่ง

 

ซูกล่าวว่า “ลักษณะพิเศษที่น่าประทับใจมากที่สุดอย่างหนึ่งของต้นเพาโลเนียก็คือเป็นต้นไม้ที่โตเร็วมาก นับเป็นเรื่องไม่ธรรมดาเลยที่ต้นไม้ต้นหนึ่งมีจุดกำเนิดจากหน่อที่แตกออกมาจากรากที่มีความยาวเพียง 15 เซนติเมตร ใช้เวลาการเจริญเติมโตเพียงฤดูกาลเพาะปลูกเดียวมีความสูงถึง 6 เมตร มีความสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณปีละ 2 เมตร ภายในเวลาเพียง 5 ปี ต้นเพาโลเนียสามารถมีความสูงได้ถึง 17 เมตร และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นโตได้ถึง 30 เซนติเมตร

 

 

ต้นเพาโลเนียที่มีลำต้นตรงสูงในไร่ข้าวสาลีที่เห็นอยู่นี้มีอายุเพียง 4 ปีเท่านั้น

 

ต้นเพาโลเนียสามารถใช้ประโยชน์ที่สำคัญได้หลายอย่าง ต้นที่มีอายุ 10 ปีสามารถผลิตใบแห้งได้ปีละ 30 กิโลกรัมต่อต้น ผลิตกิ่งอ่อนได้ ถึง 400 กิโลกรัม ซึ่งใบมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และแร่ธาตุต่างๆ สูงเหมาะสำหรับทำหญ้าแห้งไว้เลี้ยงสัตว์ ในสายตาของชาวจีนการขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับการหุงต้ม กิ่งของต้นเพาโลเนียจึงนับวันจะเพิ่มความสำคัญสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงมากขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ประเทศจีนยังขาดแคลนไม้สำหรับการก่อสร้าง ซูประมาณว่าหากชาวจีนทุกคนปลูกต้นเพาโลเนียเพียงคนละ 5 ต้น ก็จะเพียงพอต่อความต้องการ การใช้ไม้ในประเทศ อย่างไรก็ดี ลำต้นที่สั้นตามธรรมชาติของเพาโลเนียทั้ง 9 สายพันธุ์ทำให้ต้นเพาโลเนียไม่ได้เป็นต้นไม้ในอุดมคติสำหรับการผลิตเนื้อไม้สักเท่าไร เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวซูกับคณะจึงได้พัฒนารูปร่างและความยาวของลำต้นเพาโลเนีย โดยการปลูกให้มีลำต้นตรงปลง และขจัดข้อและปล้อง ลิดกิ่งและเร่งการเจริญเติบโตของมัน

 

ต้นเพาโลเนียกำบังให้แก่ข้าวสาลีลม

 

นอกจากการใช้ประโยชน์ในการใช้ลำต้นทำไม้ซุงเพื่อการก่อสร้าง กิ่งใช้ทำเชื้อเพลิง และใบใช้เป็นอาหารสัตว์แล้ว ประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของต้นเพาโลเนียก็คือใช้เป็นเครื่องกำบังลม เมื่อปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่นเช่นข้าวสาลี ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตแก่ข้าวสาลีและปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น รากลึกของต้นไม้ช่วยปรับสภาพดินและช่วยเก็บรักษาความชื้น ขณะที่ใบที่ร่วงลงมาในฤดูใบไม้ร่วงทำหน้าที่เพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน ลำต้นและพุ่มของต้นไม้ทำให้เกิดร่มเงา ป้องกันลมพัดพาหน้าดินออกไป และเป็นเสมือนเกราะกำบังลมให้แก่ข้าวสาลี

 

ในลุ่มแม่น้ำเหลืองซึ่งมีการปลูกข้าวสาลีประมาณ 40 % ของข้าวสาลีในประเทศจีน ลมที่ร้อนและแห้งทำให้ผลผลิตข้าวสาลีลดลงประมาณ 40 % การปลูกต้นเพาโลเนียร่วมกับข้าวสาลีเพื่อกำบังลมให้แก่ข้าวสาลีพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถลดการสูญเสียเหล่านี้ได้ จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความชื้นในอากาศเหนือพื้นที่ปลูกข้าวสาลีร่วมกับต้นเพาโลเนีย มีมากกว่าความชื้นในอากาศในพื้นที่ปลูกข้าวสาลีโล่งๆ  ประมาณ 7-12 % ทั้งนี้เนื่องจากการระเหยของน้ำที่แตกต่างกัน และมีอุณภูมิต่ำกว่าประมาณ 1-2 องศาเซลเซียสความเร็วลมในพื้นที่ปลูกต้นเพาโลเนียลดลงประมาณ 30-50 % ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างลำต้นที่ปลูก ลักษณะจุลภูมิอากาศ (Micro-climate)ที่แตกต่างกันต่างๆนี้ ทำให้การเจริญเติบโตของข้าวสาลีต่างกัน  นอกจากนี้ยังสามารถปลูกร่วมกับข้าวฟ่าง ฝ้าย และผักอีกหลายชนิด สำหรับการปลูกร่วมกับฝ้ายนั้นผลผลิตฝ้ายจะเพิ่มขึ้นเฉพาะกรณีที่ปลูกในอากาศแห้ง

 

ผลได้ของการปลูกขึ้นอยู่กับระยะการปลูก

 

ระยะการปลูกต้นเพาโลเนียเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ผลผลิตของข้าวสาลีเพิ่มขึ้น เช่นหากมีระยะระหว่างต้น 5 เมตร และมีระยะระหว่างแถว 10 เมตร พบว่า ผลผลิตข้าวสาลีมีปริมาณเท่ากับการปลูกในพื้นที่โล่ง แต่หากมีระยะระหว่างแถวเพิ่มขึ้นเป็น 20 และ 40 เมตร ตามลำดับผลผลิตข้าวสาลีจะเพิ่มขึ้น 7-10 %

 

ในปี คศ. 1970s มีการปลูกต้นเพาโลเนียในไร่ข้าวสาลีในประเทศจีนเพียง 20,000 เฮคเตอร์ ปัจจุบัน มีการปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านเฮคเตอร์และได้มีการปลูกต้นเพาโลเนียเป็นสวนป่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

 

จากชีวิตในวัยเด็กที่เกิดเป็นลูกชาวนาในชนบท ซูมีชีวิตในวัยเด็กในป่าของจังหวัด ชีเกียง ที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไผ่และ ต้นไม้อื่นๆ การปลูกต้นไม้เพื่อทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนเป็นสีเขียวจึงเป็นเรื่องการทำให้ความฝันของเขาเป็นจริง การได้รับรางวัลนานาชาติ “บุรุษแห่งต้นไม้” แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการต่อสู้ของซูได้เป็นอย่างดี

 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

 

http://praneetbc.bravepages.com/aut.htm

ประวัติผู้เขียน

Click Here to get Free Counter